วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาำพันธ์ 2552 ณ ร้านเล่า ถ. นิมมานเหมินทร์ เีชียงใหม่

15.00-15.30
เสวนาหัวข้อ “สำนักพิมพ์ชายขอบเป็นใครในโลกหนังสือ”
ร่วมเสวนาโดย สฤณี อาชวานันทกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ และ นุสรา ประกายพิสุทธิ์ นักออกแบบหนังสือ

15.30-17.00
เสวนาหัวข้อ “บทบาทของกวีไทยร่วมสมัย ในสังคมไทยยุคดิจิตอล”
ร่วมเสวนาโดย ตุล อพาร์ตเมนท์คุณป้า และ อุเทน มหามิตร ดำเนินรายการโดย อังกฤษ อัจฉริยโสภณ

รายละเอียดติดต่อ ร้่านเล่า (053) 214-888

2. แนะนำตัว “สำนักพิมพ์ชายขอบ”

“สำนักพิมพ์ชายขอบ” เป็นการรวมตัวกันของคนทำหนังสือกลุ่มเล็กๆ ที่ตั้งใจจะตีพิมพ์บทกวีร่วมสมัยด้วยเทคนิคและวิธีการทำหนังสือแบบสมัยใหม่ บวกด้วยความใส่ใจ ครุ่นคิด และขวนขวายในการค้นหาและจัดวางภาพประกอบ ตลอดจนการออกแบบรูปเล่ม เพื่อผลิตหนังสือที่ไม่ได้เป็นแค่หนังสือกลอน แต่เป็น “วรรณกรรมวัตถุ” (literary objects) ที่มีความ “ลงตัว” ของเนื้อหา รูปเล่ม การจัดวาง และภาพประกอบ

เพราะเราเชื่อว่า “กวีฤาแล้ง แหล่งสยาม”
…..เพียงแต่บทกลอนได้รับการตีพิมพ์น้อยลง เพราะ “ขายช้า” เมื่อเทียบกับหนังสืออย่างอื่น

แต่เราไม่คิดว่าการแต่งกลอนเป็นเรื่อง “เชย”
…..เพียงแต่คนยังไม่ค่อยรู้จักและไม่ขวนขวายจะรู้จักกวีรุ่นใหม่ที่แต่งกลอนร่วมสมัยต่างหาก (ถ้าไม่ไปสิงอยู่ตามเว็บบอร์ด)

และเราไม่เห็นว่าหนังสือกลอนต้องเป็นของ “ล้าสมัย”
…..เพียงแต่ยังไม่ค่อยมีสำนักพิมพ์ที่นำเสนอบทกวีร่วมสมัยแบบร่วมสมัยสมกับบทกวีเท่านั้น

วรรณกรรมตายแล้วจริงไหม ใครคือผู้กำหนด นิยามของ “วรรณกรรม”

เราไม่สนใจ

เรารู้แต่ว่าสังคมไทยไม่เคยสิ้นไร้คนเจ้าบทเจ้ากลอน และภาษาไทยเป็น “ภาษากวี” ที่ใช้สื่อ “ความจริง” ได้ดีกว่าร้อยแก้วหลายขุมในหลากหลายมิติ เราเชื่อมั่นว่า ตราบใดที่คนในวงการสื่อและสิ่งพิมพ์ช่วยกันคนละไม้คนละมือ สร้างสรรค์และส่งเสริมให้มี “ความหลากหลายทางหนังสือ” ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิด “ความหลายหลากทางความคิด” ตราบนั้นวรรณกรรมและบทกวีจะไม่มีวันตาย

เราอยากแสดงให้เห็นว่าบทกวีช่วยให้คนเข้าถึงความจริง สัมผัสความงาม และซาบซึ้งในความแช่มช้าของชีวิต

“สำนักพิมพ์ชายขอบ” ขอร่วมเป็นส่วนเล็กๆ ในการสืบสานบทกวีไทย ในบริบทของวัฒนธรรมสมัยใหม่ ที่แคมฟร็อกและห้องแชทสร้างแรงบันดาลใจให้กับกวีได้ดีไม่แพ้สายลมและแสงแดด ดังที่คุณมนตรี ศรียงค์ “กวีหมี่เป็ด” ได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว

ท้ายนี้ เราขอส่งรายละเอียดหนังสือสองเล่มแรกของ “สำนักพิมพ์ชายขอบ” มาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอฝากสำนักพิมพ์เล็กๆ แห่งนี้ไว้ในความอนุเคราะห์ของท่าน

 

ชีวิตที่เกิดมาและเติมโตขึ้นทุกวัน ผ่านความยินดี โกรธเกรี้ว โกราหล ชีวิตบ่นบ้างเงียบบ้าง ก็เป็นบ้างครั้ง แต่ความสุขก็ผ่่านเขามาไม่เคยขาด ถ้าจะนับได้ก็เยอะอยู่ ไม่ว่าใคร เด็กน้อยหรือวัยวุ่น หนุ่มสาว ต่างได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ มากมาย

 

อย่ามั่วแต่วุ่นวายกับชีวิต จนความสุขเลยผ่านไป ไม่ได้ดื่มดำกับมัน อย่ามัวมองความทุกข์ใจที่แสนสาหัส จนลืมความสุขที่อยู่ข้างกายใจเสมอมา 

 

กำลังใจ เป็นของคนที่ต้องการมันเสมอ ลองเปิดใจ มองหาแรงบัดดาลใจ คิดใคร่ครวญสิ่งที่อยู่รอบข้างด้วยสายตา ที่ต้องการแรงบัดดาลใจ มองด้วยสมองที่มีพลังแห่งความสำเร็จ มองแง่บวก 

 

ความสุขเริ่มมี ความหวังก็เริ่มตามมา 

จะเข้าปีใหม่ ใช้ปีนี้ให้คุ้มค่ากับเวลาที่เหลืออยู่ เรียนรู้ให้ได้ ปีนี้สอนอะไรเรา เพื่อใจจะได้เลื่อนชั้นไปอีกปีงัย 

 

ขอบคุณมากสำหรับมิตรภาพ เราอยู่ในโลกเดียวกันเสมอ

edit @ 19 Dec 2008 13:03:24 by annekin

 

เมื่อมนุษย์เรียนรู้ว่าอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีพ การทำการเกษตรจึงเป็นงานสิ่งแรกที่มนุษย์ทำและทำให้มากพอจนแข่งกันเป็นมหาอำนาจ เมื่อท้องอิ่ม สิ่งที่ต้องเติมชีวิตให้เต็ม ก็มิใช้เรื่องการกินและการดื่มอีกต่อไป การสร้างผลิตภันณ์ที่มนุษย์มีความต้องการ และทำให้ได้มากในเวลาที่น้อยที่สุด ยุคอุตสาหกรรมจึงเริ่มขึ้น
และการแข่งขันก็รุนแรงขึ้นกับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าแห่งอุตสาหกรรม คนมากมายเริ่มทิ้งถิ่นฐานไร่นาเข้าเมืองเพื่อเป็นคนงานโรงงาน คนทำงานหนัก ใช้สมองน้อย ทำงานตามเครื่องจักร การทำงานหนักและเดินเครื่องให้เร็วอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เป็นมหาอำนาจได้

การคิด การอาศัยสติปัญญา การพึ่งพาความรู้
จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากขึ้น การเรียนการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คนเริ่มเห็นคุณค่าและยอมจ่ายราคา เพื่อจะได้เป็นมหาอำนาจ ทางความรู้และเทคโนโลยี ไอที การใช้ปัญญามากกว่า แรงงานจึงเริ่มเกิดขึ้น และการแข่งขันของมนุษย์ก็หนักหน่วงมากขึ้น


นี่คงเป็นคลื่น....โดยรวมของโลกใบนี้ คลื่นแห่งเกษตรกรรม คลื่นแห่งอุสาหกรรม คลื่นแห่งการเรียนรู้ คลื่นแห่งเทคโนโลยี คลื่นที่พัดพามนุษย์ในโลกใบนี้ ให้ดำเนินไปแบบมีจุดหมายบ้างไม่มีบ้าง คิดได้บาง คิดไม่ได้บ้าง แต่ทุกคนก็ยังอยู่ในคลื่นลูกเดียวกันอย่างหนีไม่พ้น

บทที่1 : คลื่นลูกที่ 5 - ปราชญ์สังคม : สังคมไทยที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21
บทที่2 : ทุกคน คือ นักปรัชญาแห่งชีวิต
บทที่3 : สังคมไทย : ความขัดแย้งเชิงปรัชญา ประชาชนขาดแรงผลักของการใช้ปัญญา
บทที่4 : โลกเคลื่อนด้วยปัญญา : พลังความคิดเปลี่ยนแปลงโลก
บทที่5 : ปราชญสังคม : สังคมแห่งเมธีในศตวรรษที่ 21
บทที่6 : ประชาชน + ปัญญา = ประชาเมธี : สังคมที่ดำเนินด้วย "ปัญญา"
บทที่7 : ลักษณะของเมธีในศตวรรษที่ 21
บทที่8 : ข้อเสนอการสร้างเมธีในศตวรรษที่ 21



คือสิ่งที่ข้าพเจ้า กลับมาทบทวนในคืนนี้ ด้วยหัวใจที่ต้องการ การเปลี่ยนแปลงสังคมที่ตนเองอยู่และได้นิ่งดูดายกับมันมานานพอสมควร ถ้าคลื่นคือ พวกเราทุกคนที่มีลมหายใจ และยังดำเนินชีวิตอยู่ในสังคม เราทุกคนต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อสังคมที่เราอยู่

ทุกคน ต้องลูกขึ้นมาเป็น นักปรัชญาแห่งชีวิต ใช้ความคิดกับชีวิตที่มีอยู่ให้คุ้มค่า โดยไม่ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาหรือโอกาสทางสังคม แตใช้ทุกสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตตอนนี้ให้คุ้มค่าที่สุดเพื่ออนาคต
อย่าเบื่อและอ่อนล้าเมื่อถูกกระตุ้นให้ใช้ความคิด เพราะถ้าคุณเบื่อ มันจะทำให้คุณตกเป็นเครื่องมือของพ่อค้าหัวใส ที่ชอบใช้แรงคนอื่นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง อย่างไม่เห็นคุณค่าของคนและสังคม

  • อย่าท้อ เมื่อพบกับปัญหา,เมื่อพบความจำกัด,เมื่อมองไม่เห็นหนทางข้างหน้า ย้ำ จงอย่างท้อ เพราะความสำเร็จต้องผ่านกระบวนการเหล่านี้เสมอ
  • จงใช้ พลังแห่งความหวัง กับชีวิตคุณ กับจิตใจคุณ กับส่วนที่ลึกกว่าจิตใจของคุณ ให้ขับเคลื่อนวิถีของชีวิตคุณ และคุณก็จะพบว่า

การได้โต้คลื่น หรือกระแสต่างๆของโลกใบนี้ มันหน้าตื่นเต้น ท้าทายแค่ไหน และไม่ต้องเดาเลยว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะคำตอบของอนาคต เฉลยทันทีเมื่อคุณเข้าใจชีวิตและคลื่นที่ คุณกำลังโต้อยู่ 

ขอบคุณ ท่าน ดร.เกียงศักดิ์ เจริญวงค์ศักดิ์ ท่านอาจารย์ที่เคารพและกำลังลงสมัครผู้ว่ากทม เบอร์ 2 สำหรับคำปราศัยของท่านวันนี้
ทำให้ข้าพเจ้า มองเห็นอนาคตมากขึ้น และไม่สงสัยใน นโยบายเลยว่ามันจะเป็นจริงไหม เพราะไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ หากเอาปัญญามาเป็นตัวตั้ง และเดินตามมันด้วยความจริงใจ

edit @ 22 Sep 2008 11:25:13 by annekin

edit @ 22 Sep 2008 11:31:46 by annekin

edit @ 22 Sep 2008 11:35:32 by annekin